ญี่ปุ่นเปิดตัว “ทีมหุ่นยนต์ผู้ช่วย” สำหรับกีฬาโอลิมปิก 2020

หุ่นยนต์ผู้ช่วยสำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2020 ได้รับการออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ข้ามสนามได้อย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เก็บอุปกรณ์ในการแข่งขันกีฬา เช่น หอกจากกีฬาพุ่งหลาว และแผ่นกลมสำหรับกีฬาขว้างจักร หลังจากที่นักกีฬาขว้างออกไปแล้ว
หุ่นยนต์อีกตัวจะมีหน้าจอที่มีขนาดเท่าคนบนล้อของมัน หุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการออกแบบ มาเพื่อช่วยให้ผู้ชมทางบ้านสามารถดูกีฬาแบบเสมือนจริงได้
นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร เรียกว่า “หุ่นยนต์มาสคอต” ซึ่งแม้เดินไม่ได้แต่สามารถขยับแขนขาได้ พูดไม่ได้แต่สามารถส่งสายตาได้หลายแบบ ทั้งแบบสายตาเป็นประกาย และเป็นรูปหัวใจ ถือเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้
คุณ Tomohisa Moridaira หัวหน้าคณะวิศวกรกล่าวเสริมว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ยังอาจทำงานอย่างอื่นได้อีก เช่น การถือคบเพลิงโอลิมปิกโดยใช้แม่เหล็ก
“หุ่นยนต์ภาคสนาม”
เป็นหุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างเหมือนรถประจำทาง สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกล้องสามตัวและเซ็นเซอร์พิเศษที่ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อม ด้านบนของตัวรถมีไฟชนิดพิเศษรอบๆ ที่จะสว่างขึ้นในขณะที่ทำงาน โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหญ้าได้อีกด้วย
คุณ Takeshi Kuwabara ผู้ดูแลการพัฒนาหุ่นยนต์บอกว่า หุ่นยนต์นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกันกับทั้งหุ่นยนต์และมนุษย์ และว่าเป้าหมายก็คือการใช้ประโยชน์จากข้อดีของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์
หุ่นยนต์เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น
บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่น Toyota Motor Corporation เปิดตัวหุ่นยนต์เหล่านี้ให้ผู้สื่อข่าวได้ชมเมื่อไม่กี่วันก่อน โดย Toyota เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ด้วย
ศูนย์วิทยาการหุ่นยนต์ของโตโยต้าในสหรัฐฯ ได้พัฒนาหน้าจอเคลื่อนที่ขนาดเท่ามนุษย์หรือ T-TR1 ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวแทนของคนที่ไม่สามารถเข้าร่วมชมการแข่งขันได้
ก่อนหน้านี้ โตโยต้าได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยล้อมาแล้วหลายชนิด เพื่อช่วยผู้สูงอายุทำงานบ้าน และช่วยผู้ป่วยในโรงพยาบาล นอกจากนี้หุ่นยนต์เหล่านี้ยังสามารถนำทางคนพิการไปยังที่นั่งในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และยังช่วยเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มได้อีกด้วย

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

LINNE LENS สารานุกรม AI บนมือถือ เปิดตัวทั่วโลกแล้ววันนี้

โตเกียว, 5 ก.ค. 2019 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ – Linne Corporation บริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยี AI/AR บนมือถือ ที่มีสำนักงานอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน LINNE LENS ทางAppStore และ GooglePlay ทั่วโลกแล้ววันนี้ ในภาษาอังกฤษ ภาษาจีนประยุกษ์ ภาษาจีนดั้งเดิม ภาษาเกาหลี ภาษาไทย และภาษาญี่ปุ่น
LINNE LENS
คือ สารานุกรม AI ที่สามารถสแกนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์บนอุปกรณ์ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างเป็นอิสระ แอปดังกล่าวสามารถรู้จำและบันทึกสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่เคลื่อนที่พร้อมกันด้วยความเร็วสูงได้แบบเรียลไทม์ เพียงสแกนด้วยสมาร์ทโฟน แม้แต่ในบริเวณที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต เช่น ใต้น้ำ หรือ ในเขาลึก แอปนี้ตั้งชื่อตาม Carl von Linne บิดาแห่งอนุกรมวิธานสมัยใหม่
โดยเรามีเป้าหมายที่จะสร้าง “เลนส์ซึ่งสามารถรู้จำพืชและสัตว์บนโลกได้ทันที เพื่อทำให้ทุกคนได้กระจ่างถึงความอุดมสมบูรณ์ของโลกใบนี้เฉกเช่นผู้เชี่ยวชาญ”
ณ ขณะนี้ แอปรองรับสิ่งมีชีวิตราว 10,000 สายพันธุ์ โดยเน้นสิ่งมีชีวิตที่หาได้ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสัตว์ ซึ่งรวมถึงปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน และแมลงหลากหลายชนิด ผู้้ใช้แอปสามารถเรียนรู้ชื่อและรายละเอียดข้อมูลทางชีววิทยาของสิ่งมีชีวิตได้ในทันที เพียงใช้สมาร์ทโฟนสแกนตู้แสดงสัตว์น้ำ สัตว์ในสวนสัตว์ซาฟารี ปลาที่เจอระหว่างการดำน้ำหรือตกปลา ตลอดจนนกหรือผีเสื้อที่บินอยู่ตามธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่พบจะถูกเพิ่มเข้าสู่คอลเล็กชั่นโดยอัตโนมัติ อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถหาความเชื่อมโยงที่ไม่คาดคิดระหว่างสิ่งมีชีวิตหลายชนิดได้โดยใช้แผนภูมิต้นไม้อนุกรมวิธาน
นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถอ่านข้อคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสัตว์ โดยขณะนี้ เราเป็นพันธมิตรกับสถาบันชั้นนำ 7 แห่งในญี่ปุ่น และมีแผนที่จะขยายความร่วมมือระดับโลกต่อไปในอนาคต
เกี่ยวกับ Linne Corporation
Linne Corporation คือบริษัทสตาร์ทอัพ AI ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะใช้แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศ แนวคิดเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ของเราคือ การเป็น “ดวงตาของผู้เชี่ยวชาญสำหรับทุกคน” ทั้งนี้ รายงาน IPBES ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นว่า “สัตว์และพืชราวหนึ่งล้านสายพันธุ์กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ และหลายชนิดอาจสูญพันธุ์ภายในช่วงทศวรรษ
เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์” แม้เป็นเรื่องยากที่บริษัทเดียวจะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลก แต่ด้วยความเชื่อของเราที่ว่า “เราสามารถจัดการได้เฉพาะสิ่งที่เราควบคุมได้” เราจึงมุ่งดำเนินการเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติรอบตัวผ่านเทคโนโลยี AI/AR บนมือถือ ตลอดจนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการติดตามตรวจสอบเชิงปริมาณโดยผู้เชี่ยวชาญผ่านทาง AI
วันนี้เราได้รับการยอมรับเป็นพันธมิตรใน NVIDIA Inception Program และได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัล iF Design Award 2019 และรางวัล Excellence Award จากงานเทศกาล Japan Media Arts Festival ครั้งที่ 22

เครดิต : (INNnews) https://www.innnews.co.th

นักวิจัยเร่งศึกษาอาคาร “อัจฉริยะ” ตรวจจับและป้องกันภัยยิงสังหารหมู่

เหตุการณ์กราดยิงสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดการถกเถียงกันเรื่องการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการครอบครองอาวุธปืน ในขณะที่อีกด้าน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Southern California หรือ USC ในรัฐแคลิฟอร์เนีย กำลังทำการศึกษาอีกวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้คนที่อยู่ในอาคารปลอดภัยจากความรุนแรงที่เกิดจากการยิงสังหาร
การออกแบบและพฤติกรรม
วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ที่ USC กำลังศึกษาการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน หรือ Virtual Reality เพื่อช่วยในการออกแบบอาคาร “อัจฉริยะ” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่อยู่ในอาคารต้องตกเป็นเหยื่อของมือปืนสังหารหมู่
พวกเขากำลังศึกษาดูนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายอย่าง เช่น ตำแหน่งป้ายทางออก จำนวนจุดซ่อนตัว หรือการใช้ผนังอาคารที่เคลื่อนตัวได้
Gale Lucas นักวิจัยที่สถาบัน Creative Technologies ของ USC บอกว่าก่อนที่จะมาดูเรื่องการออกแบบอาคาร จะต้องศึกษาก่อนว่า ผู้อาศัยหรือคนทำงานในอาคารจะทำตัวอย่างไรเมื่อมีมือปืนบุกเข้ามา และพฤติกรรมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากมีการออกแบบตัวอาคารที่ต่างออกไป โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเข้าช่วย
Lucas บอกว่าในโลกความเป็นจริง การจะเปลี่ยนรูปแบบภายในอาคารทำได้ยาก แต่ในโลกความเป็นจริงเสมือน เธอสามารถเปลี่ยนรูปแบบอาคารอย่างไรก็ได้ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามหลักจริยธรรม สิ่งที่อาจจะทำให้อาคารปลอดภัยมากขึ้น ประกอบด้วย จำนวนทางออก จุดซ่อนตัว และ การเลือกว่าจะใช้กระจกบานใสหรือบานขุ่นในตัวอาคาร
Burcin Becerik-Gerber ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับ Lucas บอกว่า ตอนนี้มีข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและมีงบประมาณมากมาย แต่เธอบอกว่าข้อแนะนำเหล่านี้ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบในชีวิตจริงเพื่อดูว่าจะออกมาอย่างไร จึงต้องมีการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้จำลองเหตุการณ์
ปลายปีนี้ อาคารโรงเรียนและอาคารสำนักงานบางแห่งจะถูกใช้เป็นสนามทดลอง โดยจะมีการนำครู และพนักงานกว่า 200 คนมาสวมหน้ากาก virtual reality และให้อยู่บนลู่วิ่ง เพื่อดูว่าหากพวกเขาต้องวิ่งหนีมือปืน พวกเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไร
อาคารอัจฉริยะที่ “ตรวจจับภัยได้”
Becerik-Gerber บอกว่ารูปแบบอาคารแบบใดแบบหนึ่งไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ จึงควรจะออกแบบตัวอาคารให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ artificial intelligence และเซ็นเซอร์มาช่วย
เธอยกตัวอย่างว่า ในกรณีที่เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าตัวอาคารมีเสียงดังมากขึ้นและมีความโกลาหลอันเกิดจากการบุกเข้ามาของมือปืน ก็อาจจะมีการส่งสัญญาณให้กำแพงสามารถเคลื่อนเข้ามากักบริเวณมือปืนเอาไว้ หรือ เปลี่ยนให้กระจกใสให้เป็นสีขุ่น เพื่อพรางตัวผู้ที่อยู่ในอาคาร
อาคาร “อัจฉริยะ” ยังสามารถส่งสัญญาณดิจิตอลเพื่อชี้ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดและห่างไกลจากต้นตอความรุนแรงอีกด้วย
นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Southern California บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีอาคาร “อัจฉริยะ” ในอนาคตอันใกล้ เพราะเทคโนโลยีทีใช้ตรวจจับอันตรายและตอบสนองเพื่อปกป้องผู้ที่อยู่ในอาคารนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่สังคมจะต้องมีความสมัครใจที่จะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในชีวิตจริง

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

นักวิจัยคิดค้นแอปพลิเคชั่นตรวจ “หูอักเสบในเด็ก” เบื้องต้นโดยไม่ต้องพบแพทย์

คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้คิดค้นแอพในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่ใช้คู่กับกรวยกระดาษในการตรวจอาการหูอักเสบในเด็ก เพื่อช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจว่าควรพาลูกไปพบแพทย์หรือไม่
วารสาร Science Transnational Medicine อธิบายไว้ว่า แอพนี้จะทำงานโดยการเปิดเสียงที่คล้ายๆ กับเสียงร้องของนก ส่งผ่านเข้าไปในช่องหูของเด็กๆ โดยใช้กรวยที่ทำขึ้นมา
เสียงดังกล่าวจะถูกเปิดอยู่เป็นเวลา 1.2 วินาที จากนั้นใช้ไมโครโฟนของโทรศัพท์เพื่อฟังดูว่ามีของเหลวหรือหนองสะสมอยู่หลังแก้วหู ในหูชั้นกลางหรือไม่ ถ้ามีรูปแบบเสียงของเสียงที่สะท้อนกลับมาจะบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อ
Shyam Gollakota หัวหน้าห้องปฏิบัติการทดลองที่พัฒนาโครงการนี้ขึ้นมา กล่าวว่า วิธีคิดของแอพนี้ก็เหมือนๆ กับแก้วไวน์ หากเคาะที่แก้วไวน์จะได้เสียงที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับของของเหลวในแก้วไวน์นั้น และว่า จากการใช้แอพนี้ตรวจผู้ป่วยราว 100 คน มีอัตราการประสบความสำเร็จอยู่ที่ 85% และดูเหมือนว่าจะแม่นยำกว่าการให้คุณหมอตรวจด้วยตาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบว่ามีการติดเชื้อแล้ว ผู้ปกครองก็ยังต้องพาบุตรไปพบแพทย์เพื่อยืนยันผลการตรวจและรับใบสั่งยา
Gollakota เปรียบเทียบการใช้แอพนี้ว่า เหมือนกับการใช้ปรอทวัดไข้ เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าควรจะไปพบแพทย์หรือไม่ แอพที่ใช้ตรวจการติดเชื้อในหูนี้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ แนวคิดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเข้ามาช่วยในเรื่องของสุขภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ผู้คนเผชิญอยู่ทุกวันนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
Shyam Gollakota หวังว่าแอพที่ว่านี้จะได้รับการอนุมัติตามกฎระเบียบภายในสิ้นปีนี้ และสามารถออกวางจำหน่ายได้ภายในต้นปี 2563

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

กล้องวงจรปิด เครื่องมือใหม่ช่วยส่องพฤติกรรมคนทั่วโลก!!

Jay Stanley มีดีกรีเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอาวุโส สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกันหรือ ACLU สิ่งที่ Stanley ทำคือการวิจัย เขียน และออกมาพูดประกาศเรื่องความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของประชาชนในอนาคต งานล่าสุดที่เขาเขียนในบล็อก Free Future ของ ACLU ระบุถึงเทรนด์ความนิยมใช้หุ่นยนต์ระวังภัยหรือ robot surveillance ในเมืองใหญ่ อาจจะคุกคามเสรีภาพของพวกเราทุกคนแบบไม่คาดคิด
คำเตือนของ Jay Stanley ในนาม ACLU เกิดขึ้นในวันที่กล้องวงจรปิดถูกนำมาประยุกต์ร่วมกับระบบ AI แบบใหม่ หลังจากที่กล้องวงจรปิดถูกใช้งานทั่วไปในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยมานานหลายปี การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบ robot surveillance ที่มีความเฉลียวฉลาดขึ้นนี้เองที่อาจเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของพลเมือง และจะสร้างวิถีใหม่หรือ reshape วิธีที่ผู้คนจะปฏิบัติตนในที่สาธารณะด้วย
Stanley เขียนเตือนในรายงานฉบับใหม่ว่ากล้องวงจรปิดที่รวบรวมและจัดเก็บวิดีโอ (ในบางกรณี) กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็น robot surveillance ที่คอยเฝ้าดูผู้คนอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง กลายเป็นเครือข่ายเครื่องจักรกลเฝ้าระวังที่ยิ่งใหญ่และกำลังเติบโตขึ้นรอบตัวเรา แม้ขณะนี้เครื่องส่วนใหญ่ยังไม่ฉลาดนักและทำงานได้ช้า แต่ทุกอย่างจะมีความหมายทันทีหากมีการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
ใช้คุมพฤติกรรมได้
Stanley ย้ำว่าผลลัพธ์ของการปูพรมใช้งานระบบ robot surveillance โดยไม่มีการควบคุมดูแลขอบเขตการทำงาน อาจจะทำให้โลกมีสังคมใหม่ซึ่งทุกคนในสังคมสามารถถูกตัดสินหรือประเมินการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมสาธารณะของทุกคนได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกพื้นที่ แน่นอนว่าไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นคน เพราะนี่จะเป็นระบบ AI security guard ของจริง
คำพูดของ Stanley ไม่ใช่เรื่องโคมลอย ประสบการณ์จากการทำงานเป็นนักวิจัยด้านเทคโนโลยีกับบริษัท Forrester ช่วงก่อนมาทำงานที่ ACLU ทำให้ Stanley เข้าใจแนวโน้มพัฒนาการของเทคโนโลยีรอบด้าน สำหรับรายงานชิ้นใหม่ Stanley อธิบายเพิ่มว่าความก้าวหน้าล่าสุดในเทคโนโลยี AI ช่วยให้ระบบกล้องสามารถจดจำผู้คนได้อย่างรวดเร็วด้วยการวิเคราะห์ใบหน้าและรูปแบบการเดินของแต่ละคน นอกจากนี้ ระบบยังสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรม “ผิดปกติ” และตรวจสอบการเคลื่อนไหวของดวงตาและอารมณ์ของผู้คนได้ด้วย
ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าความสามารถที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าที่เดินทางมาเยี่ยมชมร้านค้าได้ และยังช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามผู้ต้องสงสัย แต่ Stanley เตือนว่าระบบนี้อาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นได้หากมีการเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกชนชั้น เช่นกรณีที่กล้องทำเครื่องหมายหรือ flag ภาพประชาชนในละแวกใกล้เคียง และนำผู้คนให้ “จำกัด” พฤติกรรมของพวกเขาในที่สาธารณะเพื่อไม่ให้ระบบทำเครื่องหมายซ้ำอีก
Stanley มองว่าการมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็น AI หรือ AI security guard ซึ่งประสานการทำงานกันเป็นกองทัพนั้นจะทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าถูกจับตามองตลอดเวลา เหมือนกับการขับรถไปตามทางหลวงและเห็นตำรวจท่องเที่ยวแล่นตามมาข้างหลังจนรู้สึกอึดอัด และไม่มีใครต้องการที่จะรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลา
ขอให้โปร่งใส
แนวคิดของ Stanley ไม่ได้หวังปิดกั้นการใช้งาน AI security guard แต่ต้องการให้มีมาตรการควบคุมอันตรายที่อาจเกิดขึ้น Stanley ในนาม ACLU จึงเรียกร้องให้มีการอนุมัติกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับระบบการเฝ้าระวังอัจฉริยะ ซึ่งจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจว่ากล้องเหล่านี้ใช้งานอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ACLU เคยเรียกร้องให้มีการเลื่อนโครงการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จนกว่าสภาคองเกรสจะสามารถกำหนดได้ว่าเทคโนโลยีนี้ควรใช้อย่างไร โดยย้ำว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ควรใช้สำหรับการสร้างข้อมูลสำหรับระบุตัวตนสาธารณชนทั่วไป รวมถึงการตั้งข้อสงสัยกับสาธารณชนไปก่อน
สำหรับ Stanley การส่งสัญญาณเตือนครั้งนี้ถือเป็นอีกหน้าหนึ่งของการทำงานด้านสื่อ โดยก่อนหน้านี้ Stanley มีประสบการณ์ทำสื่อในเครือ Facts on File ชื่อ World News Digest และยังเป็นบรรณาธิการให้กับ Medialink ตัวของ Stanley จบการศึกษาจากวิทยาลัย Williams College และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์อเมริกา จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน
นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก
“ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก”
ในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ
เทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Apple ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ แอมะซอน ได้เคยมีการลงมติเพื่อจำกัดการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ไร้ผลทั้งสองครั้ง
สภาคองเกรส หรือรัฐสภาของสหรัฐฯ กำลังมีการประเมินกันอยู่ว่า เทคโนโลยี Facial Recognition มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพพลเมืองอย่างไรบ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ เทคโนโลยีนี้กล่าวว่า บางครั้งมีปัญหาในการนำเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” ไปใช้ โดยเฉพาะในการใช้แยกแยะใบหน้าของผู้หญิง และคนผิวสี
จอย บูว์ลัมวีนี ผู้ก่อตั้ง Algorithmic Justice League องค์กรที่ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence อย่างมีจริยธรรม กล่าวต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ว่าควรจะมีการยับยั้งการใช้ เทคโนโลยี Facial Recognition จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบ
“อย่างน้อยคองเกรสน่าจะออกกฎยับยั้งไม่ให้ตำรวจใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ชั่วคราว เพราะว่ามีการเอาไปใช้ในทางที่ผิด ขาดการควบคุมดูแล และยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้านำมาใช้กับกลุ่มคนชายขอบ หรือชุมชนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม”
ในขณะที่มีเสียงต่อต้าน ก็มีอีกกลุ่มที่สนับสนุนการใช้ Facial Recognition ​ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานด้านไบโอเมทริคส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูง ที่นำข้อมูลทางชีวภาพมาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพหรือพฤติกรรม โดยคนกลุ่มนี้บอกว่า เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มีประโยชน์มากต่อมนุษยชาติ
นายบรูซ แฮนสัน ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท Credence ID กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายที่น่ากลัว “ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและน่าตื่นเต้นของไบโอเมทริคส์ ภาพลักษณ์หรือความคิดที่ว่าเทคโนโลยีนี้ เป็นผู้ร้าย หรือจะทำให้สังคมกลายเป็นโลกมืดที่ผู้คนถูกรัฐฯ กดขี่ เป็นการเข้าใจผิด”
บริษัทของนายแฮนสัน ใช้ เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” และ ไบโอเมทริคส์อื่น ๆ เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อช่วยระบุตัวบุคคลในประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าถึงปัจจัยสำคัญ เช่น อาหาร ยา อุปกรณ์การแพทย์ หรือนมผงสำหรับทารก เขาคิดว่าการที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป
ขณะนี้ เมืองอื่น ๆ ในสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะออกมาตรการห้ามใช้ Facial Recognition ตามรอย ซานฟรานซิสโก หรือไม่ ในขณะที่บริษัท องค์กรต่าง ๆ หรือแม้แต่รัฐบาลหลายประเทศ กำลังหาทางนำเอาเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้ในด้านอื่น ๆ มากขึ้น
การนำเอาเทคโนโลยี Facial Recognition มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ตอนนี้ก็คือว่า การออกกฎหมายห้าม จะไล่ทันการนำเอาไปใช้หรือไม่

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

“หัวเว่ยจะสร้างประโยชน์ให้ประชากร 500 ล้านคนทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”

หัวเว่ยจะช่วยให้ประชากรอีก 500 ล้านคนทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในอีก 5 ปีข้างหน้า ไมเคิล แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในงานประชุมของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (UNESCAP) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ
การประชุมคณะกรรมการด้านการขับเคลื่อนทางด่วนข้อมูลในเอเชีย-แปซิฟิก (AP-IS) และการประชุม WSIS ระดับภูมิภาคสมัยที่สาม เริ่มต้นขึ้นวานนี้ ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
ตามคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ESCAP) การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทบทวนข้อค้นพบจากงานวิจัยล่าสุด การดำเนินการของแผนแม่บทด้าน AP-IS และเอกสารกรอบการทำงานด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค ระหว่างปี 2562 – 2565 โดยประเทศสมาชิกต่างๆ ESCAP และองค์กรพันธมิตรต่างๆ และพูดคุยถึงแนวโน้มและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินการ
มร. แมคโดนัลด์ กล่าวในสุนทรพจน์ของเขาในหัวข้อ “Redefining Inclusion” ว่า “ตามข้อมูลของ GSMA มีประชากรมากกว่า 1 พันล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบรอดแบนด์ไร้สาย และอีกมีประชากรอีก 3,800 ล้านที่ยังไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งคิดเป็นกึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลก
ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี ของหัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ องค์กรอุตสาหกรรม และพันธมิตรธุรกิจ มาร่วมกันส่งเสริมให้ทุกคนได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากดิจิทัลด้วย
“เราต้องการแผนที่ดำเนินการได้ในทันที และด้วยความทุ่มเทร่วมกัน พวกเราสามารถทำให้ทุกคนในสังคมมีทักษะด้านดิจิทัลได้” เขากล่าว
“ที่หัวเว่ย เราเชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดี และเราควรใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีเช่นเดียวกัน เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงดิจิทัล เราได้จัดวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน” มร. แมคโดนัลด์ กล่าว “โครงการนี้มีชื่อว่า Tech4ALL ซึ่งจะเน้น 3 ด้านด้วยกันคือ การเชื่อมโยง การนำไปใช้ และทักษะ”
หัวเว่ย ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีและสมาร์ทดีไวซ์ชั้นนำระดับโลก ได้กล่าวคำมั่นที่จะลดอุปสรรคในเรื่องของต้นทุนและการครอบคลุมของสัญญาณผ่านนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ช่วยให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันสำหรับชุมชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ และทำงานร่วมกับรัฐบาล ชุมชนท้องถิ่น และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อเพิ่มการตระหนักรู้ด้านทักษะดิจิทัลและให้ความช่วยเหลือตามจำเป็น
“ตัวอย่างเช่น ตลอดสิบปีที่ผ่านมา โครงการ Seeds for the Future ของเราได้ช่วยพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่นิสิตนักศึกษากว่า 30,000 คนจาก 100 กว่าประเทศ”
ในประเทศไทย โครงการ “Seeds for the Future” ได้ส่งนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยไทย ไปศึกษาวัฒนธรรมจีนที่กรุงปักกิ่ง พร้อมศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีไอซีทีอันทันสมัยที่เมืองเซินเจิ้น
ในปี 2561 หัวเว่ยได้จัดการแข่งขัน “Huawei ICT Competition Thailand” เพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพด้านไอซีที เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาไทยแลนด์ 4.0 และสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงดิจิทัลได้
“ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น ในอีก 5 ปีข้างหน้า เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ประชากรอีก 500 ล้านคนได้ใช้ประโยชน์โดยตรงจากเทคโนโลยีดิจิทัล”
“นี่คือภารกิจของเรา และเราหวังว่าพวกคุณจะมาร่วมกับเรา เพราะด้วยการร่วมแรงร่วมใจ พวกเราจะสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่คนทุกคน บ้านทุกหลัง และองค์กรทุกแห่ง เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกันอย่างเต็มรูปแบบ” มร. ไมเคิล แมคโดนัลด์ กล่าว

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

บริษัทเอ็นอีซีของญี่ปุ่น เปิดตัว “รถยนต์บินได้”

บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น NEC เปิดตัว “รถยนต์บินได้” ในวันจันทร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องบินโดรนขนาดใหญ่แบบสี่ใบพัด สามารถบินขึ้นลงในแนวดิ่ง
การทดสอบบินครั้งนี้ใช้เวลาราว 1 นาที โดยเป็นการบินขึ้นในความสูงราว 3 เมตร จัดขึ้นที่โรงงานของ NEC ชานกรุงโตเกียว ซึ่งทางบริษัทเชิ(ญนักข่าวจำนวนมากมาเป็นสักขีพยานในการทดสอบ
รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนโครงการพัฒนารถยนต์บินได้ โดยมีเป้าหมายที่จะนำมาใช้บรรทุกคนจริงๆ ในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า
สำหรับรถยนต์บินได้ที่นำมาใช้ในการทดสอบในวันจันทร์ เรียกว่า EVtol ซึ่งย่อมาจาก “electric vertical takeoff and landing” หรือ “ยานพาหนะไฟฟ้าที่บินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง” ซึ่งถูกออกแบบมาโดยไม่ต้องมีนักบินบังคับ แม้จะมีขนาดใหญ่พอที่จะสามารถบรรทุกคนได้
เจ้าหน้าที่ของ NEC กล่าวว่า ยานพาหนะบินได้นี้สามารถนำไปใช้ในงานหลากหลายประเภท เช่น การช่วยผู้ประสบภัยในพื้นที่เข้าถึงยาก ไปจนถึงการท่องเที่ยวในอวกาศ
นอกจาก NEC แล้ว บริษัทเทคโนโลยีในหลายประเทศต่างพยายามพัฒนายานพาหนะบินได้ เช่น บริษัท Uber ที่กำลังออกแแบบ Uber Air โดยวางแผนว่าจะสามารถนำมาใช้รับส่งผู้โดยสารได้ในปี ค.ศ. 2023 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

บริษัทเจาะอุโมงค์ไฮเปอร์ลูปของ “อิลอน มัสก์” ระดมทุนล่าสุด $117 ล้าน

บริษัท Boring Co ของมหาเศรษฐีนักพัฒนาเทคโนโลยี อิลอน มัสก์ หาเงินลงทุนได้เพิ่มอีก $117 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนครั้งล่าสุด โดยมาจากนักลงทุนที่ไม่เปิดเผยชื่อ 20 รายด้วยกัน จากการเปิดเผยของบริษัทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ Boring Co เคยระดมทุนได้มาแล้ว 112 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ซึ่งมัสก์เป็นผู้ลงทุนราว 90% ของเงินจำนวนดังกล่าว
Boring Co
คือบริษัทที่ อิลอน มัสก์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ขุดเจาะอุโมงค์สำหรับระบบขนส่งใต้ดินความเร็วสูงแห่งอนาคตที่เรียกว่า Hyperloop ที่มีเป้าหมายสร้างระบบขนส่งความเร็วสูงที่ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Boring Co ได้สร้างอุโมงค์ทดลองเสร็จสิ้นไปแล้วที่เมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีแผนจะก่อสร้างอุโมงค์เพิ่มที่นครชิคาโกและนครลาสเวกัสเร็วๆ นี้
Hyperloop คือระบบท่อขนส่งแรงดันต่ำที่ใช้ยานพาหนะคล้ายแคปซูลในการเดินทางภายในท่อนั้น ทำให้เดินทางได้เร็วเพราะมีแรงต้านทานน้อย และประหยัดพลังงาน โดยตัวท่อจะมีทั้งส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินและอยู่ใต้ดิน
อิลอน มัสก์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และบริษัทด้านอวกาศ SpaceX ด้วยนั้น ระบุว่า ระบบรถด่วน Hyperloop จะสามารถสร้างสถิติโลกขึ้นมาใหม่สำหรับการเดินทางภาคพื้นดิน ด้วยความเร็วใกล้เคียง 1,200 กม./ชม.
นั่นหมายความว่า ระยะทางจากนครลอสแองเจลลีสไปนครลาสเวกัส ที่ปกติแล้วใช้เวลาขับรถราว 4 ชม. จะย่นเหลือเพียง 30 นาทีหากเดินทางด้วย Hyperloop

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com