ชำแหละคีย์แมนดอร์ทมุนด์ ผู้นำทัพเสือเหลืองเขย่าบัลลังก์เสือใต้

ในฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจสุดๆ หลังต่อสู้ฟาดฟันกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ที่คว้าแชมป์ลีกในปีนี้ไปแบบไม่ยอดลดละ เรามาดูผลงานกันเป็นรายบุคคลได้เลยว่า มีใครในทีมโชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นบ้าง… 1. “กัปตันจอมทัพ” มาร์โค รอยส์ ผ่านพ้นมรสุมชีวิตค้าแข้งมาได้ หลังเจ็บๆ หายๆ มาหลายฤดูกาล ในซีซั่นนี้เขาสามารถรักษาร่างกายและฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมจนได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ รอยส์ยิงรวมถึง 17 ประตู ทำได้ 8 แอสซิสต์ และพลาดลงสนามเพียง 4 นัดเท่านั้น ถือเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยทำได้ในบุนเดสลีกาสำหรับแข้งดีกรีทีมชาติเยอรมนีคนนี้ สถิติของรอยส์ – มีเพียงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และจาดอน ซานโช เท่านั้นที่ทั้งยิงทั้งจ่ายได้มากกว่าเขาในฤดูกาลนี้ – ลงสนามในบุนเดสลีกาเกิน 20 นัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2015/16 – อัตราจ่ายบอลสำเร็จ 84% รอยส์กล่าวว่าเขาไม่อยากให้พูดว่านี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของเขา เพราะเหมือนว่าเขาจะไม่พัฒนาอีกแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงเขาเชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาได้อีก 2. “ราชาแอสซิสต์” จาดอน ซานโช แข้งดาวรุ่งวัยเพียง 19 ปีแต่กลับโชว์ฟอร์มสนับสนุนทีมได้สุดยอด เมื่อทำแอสซิสต์ในฤดูกาลล่าสุดได้มากกว่าดาวเตะระดับโลกอย่างลิโอเนล เมสซี เสียอีก ซานโชพิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นแล้วว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งผู้เล่นหลักของทีม เขาลงสนามในทุกๆ เกมบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้โดยออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 26 นัด ยิงได้ 12 ประตู ผลงานแบบนี้ทำให้สโมสรหมดห่วงเรื่องที่ต้องเสียคริสเตียน พูลิซิชให้เชลซีไปได้เลย ซึ่งนี่เป็นเพียงฤดูกาลที่ 2 ในการค้าแข้งอย่างเป็นทางการของดาวรุ่งดีกรีทีมชาติอังกฤษเท่านั้นเอง สถิติของซานโช – ยิงได้ 1 ประตูและทำ 5 แอสซิสต์ในฐานะผู้เล่นสำรอง ก่อนที่จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมลีกนัดที่ 7 – นักเตะคนแรกที่เกิดในสหัสวรรษใหม่และยิงเบิ้ลได้ในบุนเดสลีกา (เกมลีกนัดที่ 9 พบแฮร์ธ่า เบอร์ลิน) – นักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของดอร์ทมุนด์ที่ยิง 10 ประตูขึ้นไปในฤดูกาลเดียว “แม้จาดอนจะยังเด็กมาก แต่เขาได้รับบทบาทสำคัญ เขามีทักษะการเลี้ยงบอลอันเหลือเชื่อ ยอดเยี่ยมสุดๆ” ลูเซียง ฟาฟร์ กล่าว 3.”คู่หูห้องเครื่อง” โทมัส เดลานีย์ และ อักเซล วิตเซล ว่ากันตามตรง ความหวังในการลุ้นแชมป์ของดอร์ทมุนด์อาจจะจบไปนานแล้วก็ได้หากไม่มีสองห้องเครื่ องคู่นี้ นับตั้งแต่โทมัส เดลานีย์ และ อักเซล วิตเซล เข้ามาร่วมชายคาทีมเสือเหลืองในช่วงฤดูร้อนปี 2018 เกมของพวกเขาก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนพวกเขาเอาชนะได้มากขึ้นถึง 8 เกม แพ้น้อยกว่าเดิมถึง 5 เกม โดนใบเหลืองรวมกันทั้งฤดูกาลเพียง 8 ใบ ช่วยให้ดอร์ทมุนด์อัพฐานะจากผู้ท้าชิงแชมป์มาเป็นทีมลุ้นแชมป์เต็มตัวในฤดูกาลนี้ สถิติของเดลานีย์และวิตเซล – อัตราจ่ายบอลสำเร็จสูงถึง 90% – อัตราแย่งบอลสำเร็จสูงถึง 60% – ยิงรวมกัน 7 ประตูและทำ 6 แอสซิสต์ในบุนเดสลีกา 4. “เครื่องจักรถล่มประตู” ปาโก้ อัลกาเซร์ ดูจากผลงานและสถิติแล้วเถียงไม่ได้เลยว่า อัลกาเซร์ก็เป็นหนึ่งในขุนพลที่เกือบช่วยให้เสือเหลืองคว้าแชมป์ลีกปีนี้ได้ เขายิงได้ถึง 18 ประตู เป็นดาวซัลโวอันดับสองรองจากโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยที่ 12 ประตูที่ยิงได้มาจากการถูกเปลี่ยนตัวลงจากม้านั่งสำรอง อัลกาเซร์สร้างความฮือฮาให้กับทีมในหลายๆ นัด ทั้งในเกมที่เหมาสองลูกพาทีมคว่ำเลเวอร์คูเซน ยิงแฮตทริคใส่เอาก์สบวร์กภายในเวลา 34 นาที ประตูชัยโค่นบาเยิร์น มิวนิค และสองประตูช่วงท้ายเกมที่ปราบโวล์ฟสบวร์ก เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่าการถูกดองที่บาร์เซโลน่าไม่อาจทำให้สนิมเกาะคมเท้าของเขาได้เลย สถิติของอัลกาเซร์ – อัตรายิงประตูทุก 66 นาที สูงสุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ทุบสถิติของแกร์ด มึลเลอร์ และ กราฟิเต้ (ยิง 18 ประตูใน 1,204 นาที) – ทำสถิติยิงประตูสูงสุดในฐานะผู้เล่นสำรอง โดย 12 ประตูที่ยิงได้มาจากช่วง 15 นาทีสุดท้าย – ยิงประตูจากระยะไกลได้ถึง 5 ประตู และจากฟรีคิก 3 ประตู (สูงที่สุดในลีกร่วมกับอีก 2 คน) 5. “ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ” มาริโอ เกิทเซ่ นักเตะที่ ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ เคยขนานนามว่าเป็น “เมสซีของเยอรมนี” เกิทเซ่ ต่อสู้อย่างหนักจนกลับมายืดตำแหน่งตัวจริงได้อีกครั้งภายใต้บังเหียนของลูเซียง ฟาฟร์ เขาได้โอกาสลงเล่นถึง 14 จาก 17 เกมในครึ่งซีซั่นหลัง อีกทั้งยังยิงประตูได้ไม่น้อย รวมถึงประตูสำคัญที่เขายิงพาทีมมีลุ้นแชมป์ ไปจนถึงเกมนัดสุดท้ายของศึกบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ สถิติของเกิทเซ่ – ทำ 7 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ เป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขานับตั้งแต่ฤดูกาล 2014/15 ที่ไปอยู่กับบาเยิร์น (เคยทำได้ 9 ประตูกับ 4 แอสซิสต์จากการลงเล่น 32 เกมให้บาเยิร์น) – ยิง 3 ประตูจาก 5 เกมสุดท้ายของฤดูกาล – ลงสนาม 18 นัดในตำแหน่งฟอลส์ไนน์ เกิทเซ่กล่าวไว้ว่า เขาอยากให้ลูเซียง ฟาฟร์ เห็นว่าทำผิดพลาดที่ไม่เลือกเขาเป็นตัวจริงตั้งแต่ต้นฤดูกาล เขาพยายามอย่างหนัก จนในที่สุดก็ชนะใจกุนซือใหญ่ได้สำเร็จ เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

อิตาลี บุกรัว อาร์เมเนีย 3-1 ซิวชัย5นัดรวด คัดยูโร

การเเข่งฟุตบอล ยูโร 2020 รอบคัดเลือก กลุ่มเจ ที่ สนาม วาซเกน ซาร์กสยาน ระหว่าง อาร์เมเนีย ลงสนามพบ อิตาลี อิตาลีของกุนซือโรแบร์โต้ มันชินี่ ผลงานยอดเยี่ยมในยูโร 2020 รอบคัดเลือกกลุ่มเจ เมื่อเก็บชัยชนะ 4 นัดรวด นัดนี้มาเยือนาร์เมเนียของเฮนริค มาร์คิทายาน ที่ผลงานดีอยู่อันดับ 3 ชนะ 2 แพ้ 2 นัดนี้มันชินี่ ขาดตัวเลือกไปหลายตำแหน่งเนื่องจากอาการบาดเจ็บ คู่เซ็นเตอร์แบ็ก อันเดรีย โรมันญอลี่ จึงได้เล่นกับเลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ส่วน 3 ประสานในเกมรุกประกอบไปด้วย เฟเดริโก้ เคียซ่า, อันเดรีย เบลอตติ และเฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ผลปรากฏว่า เริ่มเกมมา 11 นาที อาร์เมเนีย ทำช็อคออกนำก่อน 1-0 จาก อเล็กซานเดร คาราเพ็ตยาน วซัดด้วยขวาเสียบเสาอย่างเด็ดขาด นาที 28 อิตาลีตามตีเสมอได้สำเร็จ จาก อันเดรีย เบล็อตติ ได้ชาร์จง่ายๆ ในกรอบ 6 หลา สกอร์กลับมาเป็น 1-1 ช่วงทดเจ็บ อเล็กซานเดร คาราเพ็ตยาน คนทำประตูให้อาร์เมเนียมาโดนเหลือง 2 กลายเป็นใบแดงหลังผู้ตัดสินมองว่าขึ้นโหม่งแล้วชักศอกใส่ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังอิตาลี ทำให้อาร์เมเนีย ต้องเหลือ 10 คน และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-1 ครึ่งหลัง นาที 77 อิตาลี กลับแซงนำ 2-1 เมื่อ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ เปิดบอลยาวเข้าเขตโทษให้ ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ตัวสำรองโขกเช็ดบางๆ ส่งบอลเสาเสาไกลเข้าไป สกอร์ไหลเป็น 3-1 ในนาที 80 เมื่อ สเตฟาน เซนซี่ อีกหนึ่งสำรองจ่ายบอลเข้าเขตโทษให้ อันเดรีย เบล็อตติ จับแล้วพลิกยิงด้วยซ้ายบอลชนเสาก่อนเด้งโดนตัว อาราม อายราเพ็ตยาน นายทวารอาร์เมียแล้วเข้าประตูไป หมดเวลาการแข่งขัน อิตาลี บุกมาชนะ อาร์เมเนีย ที่เหลือ 10 คนไปได้ 3-1 ทำสถิติชนะรวด 5 นัดในกลุ่มเจ เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

เบลโวยไม่แฟร์ถูกมองเป็นแพะที่เรอัลมาดริด

แกเร็ธ เบล ปีกดาวดัง เรอัล มาดริด ชี้ไม่แฟร์เลยสำหรับตนที่ถูกยัดเยียดความเป็นแพะ แย้มอยากเข้าไปเคลียร์ปัญหาต่างๆ กับสโมสร แกเร็ธ เบล ปีกความเร็วสูงของ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก ลา ลีกา สเปน เชื่อว่า เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมสำหรับตน ที่ถูกมองเป็นแพะรับบาปที่สโมสรในช่วงที่ทีมมีผลงานน่าผิดหวังนับมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สตาร์ทีมชาติเวลส์วัย 30 ปี เกือบได้เก็บข้าวของย้ายไปค้าแข้งที่จีนกับ เจียงซู ซู่หนิง หลังจากที่รู้ว่าไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือ ซีเนดีน ซีดาน อย่างไรก็ตาม บอร์ดบริหาร “ราชันชุดขาว” ไม่ยอมเปิดไฟเขียวให้ดีลดังกล่าวเกิดขึ้น และสุดท้ายฤดูกาลนี้ เบล ก็ได้สตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมลีกทั้ง 3 นัด และทำไปแล้ว 2 ประตู “ผมเข้าใจดีว่า ผมถูกมองเป็นแพะรับบาปมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งผมก็ต้องทำใจยอมรับ ถึงแม้มันดูไม่แฟร์เลยก็ตาม ช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้วเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก ไม่ใช่แค่กับผมคนเดียว และกับทีมด้วย” “ผมจะไม่พูดว่า ผมลงเล่นอย่างมีความสุข แต่ผมก็ต้องลงเล่น เมื่อผมเล่นอยู่ในสนาม ผมมีความเป็นมืออาชีพมากพอ และพร้อมที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นให้สโมสรหรือทีมชาติ” “ผมมั่นใจเลยว่า มันจะต้องมีความวุ่นวายมากกว่านี้อีก ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเข้าไปคุยกับทางสโมสร มันเป็นเรื่องระหว่างผมกับพวกเขา เราจำเป็นต้องหาบทสรุปร่วมกันให้ได้” อดีตดาวเตะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เปิดใจกับ สกาย สปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำเมืองผู้ดี ทั้งนี้ เบล ลงเล่นให้ เรอัล มาดริด ไปแล้ว 234 นัด ทำได้ 104 ประตู นับตั้งแต่ย้ายมาจาก “ไก่เดือยทอง” เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เดอะค็อปยิ้ม!อลีสซงลงฝึกซ้อมเบาๆได้แล้ว

แฟนบอลลิเวอร์พูล เตรียมเฮหลัง อลีสซง เบ็คเกอร์ โกลมือ 1 ใกล้จะหายเจ็บแล้ว เนื่องจากตอนนี้เจ้าตัวกลับมาฝึกซ้อมวิ่งเบาๆ ในช่วงพักเบรกทีมชาติ โดยมีทีมแพทย์ “หงส์แดง” เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อเช็คพัฒนาการในการฟื้นตัวของนายด่านเลือดแซมบ้า สาวก “เดอะ ค็อป” คงมีความสุขเป็นทวีคูณหลัง อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูจอมหนึบชาวบราซิเลียน เริ่มกลับมาลงฝึกซ้อมเบาๆ ได้แล้วที่ เมลวู้ด สนามซ้อม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สโมสรชั้นนำพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อน่องฉีกค่อยๆ ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ นายทวารทีมชาติบราซิล ได้รับบาดเจ็บหนักตั้งแต่ลงเฝ้าเสาเกมเปิดซีซั่นแมตช์ที่ “เดอะ เร้ดส์” ไล่ถลุง “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” นอริช ซิตี้ 4-1 เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้สโมสรจำเป็นต้องส่ง อาเดรียน โกลชาวสแปนิชที่เพิ่งเซ็นสัญญาในช่วงซัมเมอร์ ทำหน้าที่สำคัญแทน ตอนนี้อาการบาดเจ็บของ อลีสซง ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อ โดยในช่วงพักเบรกทีมชาติ นายด่านเลือดแซมบ้า สามารถกลับมาฝึกซ้อมเบาๆ โดยมีแพทย์ประจำสโมสรคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อคอยตรวจเช็คพัฒนาการในการฟื้นฟูร่างกายของเจ้าตัว สำหรับข่าวดีนี้มีการเปิดเผยจาก Alisson Becker 1 แอคเค้าท์ในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ที่โพสต์คลิปวีดิโอในขณะที่ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิล กำลังฝึกวิ่งฟุตเวิร์คดริลล์ และมีข้อความระบุว่า “เริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างสดใส” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ไม่ล้มแผน!บาเยิร์นเตรียมหวนล่าซาเน่ช่วงตลาดเปิดม.ค

เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษ ตีข่าว บาเยิร์น จะหวนไล่ล่าลายเซ็นของ ลีรอย ซาเน่ ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แต่ฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังไม่คิดที่จะลดค่าหัวที่ตั้งเอาไว้ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน จะกลับมาเดินแผนล่าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษ เดิมที ซาเน่ ถือเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพอันดับต้นๆ ของ บาเยิร์น ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งปิดตัวลงไป หลังจากพวกเขาจำเป็นต้องการปีกฝีเท้าดีมาทดแทนการบอกลาทีมไปของ อาร์เยน ร็อบเบน กับ ฟร้องค์ ริเบรี่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้ แมนฯ ซิตี้ ยอมขายเขาได้ ซ้ำร้ายแข้งวัย 23 ปี ยังมาได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจากเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ จนอาจจะต้องพักเป็นเวลานานอีก เรื่องดังกล่าวทำให้ บาเยิร์น ล้มแผนล่าตัว ซาเน่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปยืม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ อิวาน เปริซิช มาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสนใจที่จะเอา ซาเน่ มาเสริมแกร่งอยู่ และจะพยายามดึงเขามาร่วมทีมให้ได้อีกครั้งในตลาดช่วงหน้าหนาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่คิดที่จะปล่อย ซาเน่ ออกไปถูกๆ แต่อย่างใด หลังจากพวกเขาตั้งค่าหัวของอดีตแข้ง ชาลเก้ 04 เอาไว้ถึง 145 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,510 ล้านบาท) โดยฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ยังหวังว่า ซาเน่ จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมด้วย จากการที่ข้อตกลงฉบับเดิมจะหมดอายุลงในปี 2021 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ต้องแก้ด่วน! ปัญหาปืนฝืดของ แมนฯ ยูไนเต็ด

ความสุขสันต์จากการชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดฤดูกาล 2019-20 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ 3 นัดต่อมาพวกเขาสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลย แบ่งเป็นการเสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-1, แพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน 1-2 และเจ๊ากับ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ผลงานดังกล่าวทำให้แค่เริ่มซีซั่นนี้มา 4 นัด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล คู่อริตัวฉกาจที่เป็นจ่าฝูงห่างถึง 7 แต้มเข้าไปแล้ว แน่นอน บรรดาแฟนบอล “ปีศาจแดง” ยอมรับดีอยู่แล้วว่าฤดูกาลนี้ยังเร็วเกินไปที่พวกเขาจะมีลุ้นแชมป์ลีก แต่เหล่า “เร้ด อาร์มี่” ก็ไม่คิดว่าทีมรักของพวกเขาควรจะมีผลงานย่ำแย่แบบนี้ตั้งแต่ตอนออกสตาร์ต ทั้งนี้ หลายคนมองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บไปได้ 5 คะแนน เป็นเพราะเกมรุกของพวกเขาจบสกอร์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะมีโอกาสทำประตูหลายครั้ง แต่มีบ่อยครั้งที่สุดท้ายแล้วบอลมันไม่เข้าไปนอนในก้นตาข่าย ซึ่งสถิติหลายอย่างมันบ่งชี้ว่าพวกเขามีปัญหาในการยิงจริงๆ ถ้าหากอ้างอิงจาก อ็อปต้า สื่อด้านบันทึกสถิติชื่อดังแล้วนั้น มันก็จะเห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่มี “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของ พรีเมียร์ลีก ในตอนนี้ ด้วยจำนวน 7.4 ประตู เป็นรองเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอยู่ที่ 11.17 ประตู กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่อยู่ในระดับ 7.67 ลูกเท่านั้น ก่อนอื่นต้องขออธิบายเจ้าสถิติ “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” กันก่อน โดยมันคือสถิติที่ได้รับความนิยมสูงระดับหนึ่งในเมืองนอก ซึ่งมันก็คือสถิติที่บ่งบอกว่าตามความเป็นจริงแล้วทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูให้ได้ในระดับนั้นเป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่นถ้าตัวเลขอยู่ที่ 12 มันก็หมายความว่าทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูได้ 12 ลูกเป็นอย่างต่ำ และถ้าน้อยกว่านั้นก็ถือว่าพวกเขาไม่มีความเฉียบขาดมากพอ ทั้งนี้ ปัจจัยที่เอามาคำนวณเป็น “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” ก็คือความง่ายของการยิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือถ้าเป็นลูกยิงเผาขน หรือได้ยิงในระยะกับมุมที่ดี ตัวเลขก็จะสูง เพราะมัน “ควรจะเป็นประตู” แต่ถ้าเป็นการยิงไกล หรือโดนคู่แข่งขวางเอาไว้เยอะ ตัวเลขก็จะต่ำลงไป เพราะมัน “ดูแล้วไม่น่าจะเป็นประตูได้” โดยมันยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เอามาพิจารณาด้วย อย่างเช่นเท้าที่ใช้ยิง เป็นต้น ตัวเลข 7.4 ในด้านนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีการตั้งเกมขึ้นมาได้ดี และมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ จนทำให้คนที่ยิงอยู่ในมุมที่ควรจะส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้หลายครั้ง แต่ถึงกระนั้น พวกเขากลับยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายหน และทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่เคยยิงเกิน 1 ลูกต่อ 1 เกมได้เลย นับตั้งแต่ที่เคยทำไป 4 ลูกในเกมกับ เชลซี แน่นอนว่าคนที่โดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะดาวเตะชาวอังกฤษได้รับบทบาทเป็นกองหน้าตัวเป้าของทีมอย่างเต็มตัว ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ตั้งใจที่จะปลุกปั้นให้ แรชฟอร์ด เป็นยอดกองหน้าตัวเป้าให้ได้ โดยว่ากันว่าเขาลงทุนซ้อมให้ แรชฟอร์ด เป็นพิเศษเลย อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าจนถึงตอนนี้ แรชฟอร์ด ยังไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของอดีตยอดดาวยิงชาวนอร์เวย์ได้ดีเท่าที่ควร จริงอยู่ว่าเขาทำได้ 2 ลูกในเกมกับ เชลซี แต่หลังจากนั้นกลับยิงเพิ่มไม่ได้เลย แถมยังยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 5 หน จาก 16 นัดเท่านั้น การจะแสดงให้เห็นว่า แรชฟอร์ด ยิงได้แย่มันไม่จำเป็นถึงขนาดต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับยอดแนวรุกของทีมอื่น อย่างเช่น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แข้งคนดังของ ลิเวอร์พูล, เซร์คิโอ อเกวโร่ หัวหอก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ศูนย์หน้าอาร์เซน่อล หรือ แฮร์รี่ เคน กองหน้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เลย แค่เปรียบเทียบกับ แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของ เชลซี ก็พอจะเห็นได้ชัดถึงเรื่องนั้นแล้ว เพราะ อับราฮัม ยิงตรงกรอบได้ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 หน และถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ดีกว่า แรชฟอร์ด ด้วย จริงอยู่ว่านี่ยังเป็นเพียงช่วงต้นฤดูกาลเท่านั้น และ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีเวลาปรับปรุงการจบสกอร์ของพวกเขาอยู่ แต่มันก็ต้องรีบแก้ไขได้แล้ว ถ้าหากว่าพวกเขาไม่อยากอดได้โควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

มันชินี่ชี้อิตาลีไม่ง่ายแม้บุกสอยอาร์เมเนีย

โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือทีมชาติอิตาลี ชี้เป็นงานที่หินทีเดียว แม้ทีมบุกไปพลิกสอย อาร์เมเนีย ได้สำเร็จ 3-1 ระบุการที่คู่แข่งเหลือ 10 คน ยิ่งทำให้เล่นยากขึ้น โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี เผยว่า ไม่ใช่งานง่ายเลยแม้แต่น้อยสำหรับทีมตน แม้สามารถบุกไปพลิกเอาชนะ อาร์เมเนีย 3-1 ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2020” รอบคัดเลือก กลุ่ม เจ นัดที่ 5 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา อาร์เมเนีย เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจากการยิงสุดเฉียบของ อเล็กซานเดร คาราเปเตียน ตั้งแต่นาทีที่ 11 ทว่านาทีที่ 28 อันเดรีย เบล็อตติ ก็ยิงให้ อิตาลี ตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จ จากนั้นนาทีที่ 45 สถานการณ์ของเจ้าถิ่นดูย่ำแย่ลงไปอีก เพราะต้องเหลือผู้เล่น 10 คน จากการที่ คาราเปเตียน ถูกไล่ออก หลังได้รับใบเหลืองที่สอง ครึ่งหลังเกมมาถึงนาทีที่ 77 อิตาลี พลิกเป็นฝ่ายขึ้นนำ 2-1 จากการโหม่งของ ลอเรนโซ่ เปลเลกรีนี่ ก่อนที่จะมาได้ประตูย้ำชัย 3-1 จาก เบล็อตติ เจ้าเก่าในนาทีที่ 80 ซึ่งชัยชนะนัดนี้ทำให้ทีมแชมป์โลก 4 สมัย รั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป ด้วยสถิติชนะ 100% จากการลงเตะ 5 นัด มี 15 คะแนน “ผมไม่รู้ว่า มันเป็นเกมที่ย่ำแย่ที่สุดของเราหรือเปล่า แต่ผมคงต้องบอกว่า มันเป็นเกมที่ยากลำบากมาก เพราะเกมง่ายๆ มันไม่มีจริงในวงการฟุตบอลทุกวันนี้ เราออกสตาร์ตได้ไม่ดี แถมยังเสียประตูก่อน แต่เราก็น่าจะกลับมาได้ก่อนจบครึ่งแรก” “ในทางกลับกัน ใบแดงของพวกเขากลับกลายเป็นสิ่งที่เล่นงานพวกเราด้วย เพราะทำให้ อาร์เมเนีย ต้องโฟกัสไปที่การเล่นเกมรับทั้ง 10 คน ซึ่งทำให้แทบไม่มีพื้นที่เล่นเลย เพราะถ้าเป็น 11 คนเท่ากับ พวกเขาก็คงจะเล่นเกมรุกมากกว่านี้” มันชินี่ เปิดใจหลังเกม เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ทางการ!ทีมลีกอาร์เจนตินาตั้งมาราโดน่าคุมทัพ

กิมนาเซีย ประกาศตั้ง ดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นกุนซือคนใหม่ของทีมเรียบร้อย โดยสัญญามีผลจนถึงจบซีซั่นนี้เท่านั้น กิมนาเซีย สโมสรในลีกสูงสุดของประเทศอาร์เจนตินา ประกาศว่าพวกเขาได้แต่งตั้งให้ ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ เข้ามาเป็นเทรนเนอร์ของทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา มาราโดน่า มีปัญหาด้านหัวเข่าจนทำให้เขาต้องลาออกจากการคุม โดราโดส สโมสรในลีกระดับ 2 ของประเทศเม็กซิโกไปเมื่อช่วเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวก็รับการรักษาจนมีอาการดีขึ้นแล้ว โดยก่อนหน้านี้เขาก็สามารถเดินไปไหนมาไหนในโรงพยาบาลได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีกระแสข่าวลืออย่างหนักว่า มาราโดน่า กำลังจะไปกุมบังเหียน กิมนาเซีย โดยถึงแม้เจ้าตัวจะออกมาชี้แจงว่าไม่ได้รับข้อเสนอจากทีมดังกล่าว แต่ มาติยาส มอร์ล่า ทนายความส่วนตัวของเขาออกมาบอกเองว่า “เสือเตี้ย” จ่อจะได้ไปทำงานกับที่นั่นจริงๆ และล่าสุดมันก็มีการแต่งตั้งเขาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยที่สัญญามีผลจนกระทั่งจบฤดูกาลนี้ “ดีเอโก้ อาร์มันโด้ มาราโดน่า สตาร์ดังของโลกฟุตบอล ได้เซ็นสัญญากับเรา และเป็นโค้ชคนใหม่ของ กิมนาเซีย แล้ว โดยสัญญาจะมีผลจนกระทั่งจบฤดูกาลนี้” แถลงการณ์ของ กิมนาเซีย ระบุ ปัจจุบัน กิมนาเซีย อยู่ในอันดับสุดท้ายของลีก ด้วยผลงาน 1 คะแนน จากการลงเล่น 5 นัด ส่วนครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ที่ มาราโดน่า ทำงานในบ้านเกิดนั้น ได้แก่การเป็นผู้ช่วยของ เดปอร์ติโบ ริเอสตร้า ระหว่างปี 2013-17 แต่ถ้านับเฉพาะในฐานะกุนซือคือการคุมทีมชาติอาร์เจนตินาในปี 2008-10 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เกลียดกันจนตาย!คีนลั่นไม่มีวันยกโทษให้เฟอร์กูสัน

รอย คีน ระบุ ตนจะไม่มีวันให้อภัย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนอื่น พร้อมบอกว่า เฟอร์กูสัน ไม่ได้มีคุณสมบัติในบางด้านดีเหมือนที่หลายคนยกย่องกัน รอย คีน อดีตยอดกองกลางชาวไอริช กล่าวว่าชั่วชีวิตนี้ตนจะไม่มีวันยกโทษให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างแน่นอน คีน ย้ายจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1993 และเป็นกำลังสำคัญของทีมที่ช่วยให้ “ปีศาจแดง” ประสบความสำเร็จอย่างมาก แถมเขายังมีความเป็นผู้นำสูงจนได้รับตำแหน่งกัปตันทีมด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 2005 แมนฯ ยูไนเต็ด กับ คีน ก็เห็นตรงกันที่จะยกเลิกสัญญากัน โดยสาเหตุเป็นเพราะ เฟอร์กูสัน ไม่พอใจกับพฤติกรรมหลายอย่างของ คีน อย่างเช่นตำหนิเพื่อนร่วมทีมในการให้สัมภาษณ์กับ เอ็มยูทีวี สถานีโทรทัศน์อย่างเป็นทางการของทีม เป็นต้น โดย เฟอร์กูสัน ยังตำหนิ คีน ผ่านหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองในปี 2013 ด้วย คีน เผยว่า “ผมจะไม่มีวันยกโทษให้ เฟอร์กูสัน เขาจุดกระแสข่าวชวนเชื่อแบบปลอมๆ ในเรื่องที่ว่าผมทำให้ทุกคนหงุดหงิด มันเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี ผมไม่สนหรอกว่าคนที่ใส่ร้ายผมจะเป็น อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือว่าโป๊ป คุณต้องแก้ต่างให้ตัวเองเป็นธรรมดา” “ผู้คนยกย่องการจัดการคนของ เฟอร์กูสัน ว่ายอดเยี่ยมซะเหลือเกิน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริง หลายคนบอกว่าเขาทำทุกอย่างโดยที่คิดถึงผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอันดับแรกอยู่เสมอ แต่ขนาดคนอย่าง ดาร์เรน เฟอร์กูสัน (ลูกชายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน) ยังได้เหรียญแชมป์เลยเนี่ยนะ หมอนั่นโชคดีจะตายไป (ที่ได้อยู่ในทีมเพราะเป็นลูกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเป็นการทำให้นักเตะบางคนอดติดทีมไปด้วย)” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

จับตาให้ดี! 5วันเดอร์คิดแมนยูที่รอวันเจิดจรัสแสง

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สูญเสียความเป็นตัวเองไป นับตั้งแต่การก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อปี 2013 ซึ่งปัจจุบันนี้ที่มี โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นำทัพ แม้ผลงานของทีมยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ก็มีการส่งสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับเรื่องการปั้นและผลักดันนักเตะดาวรุ่ง อย่างในตอนนี้ โซลชา ก็เริ่มให้โอกาสกับกลุ่มนักเตะแววดีจากอคาเดมี่ของสโมสรอย่าง เมสัน กรีนวู้ด, ทาฮิธ ชอง และ อังเคล โกเมส ได้โชว์ฝีเท้าบ้างแล้ว วันนี้เรามาส่องกันหน่อยว่า ดาวรุ่งจากทีมเยาวชน “ปีศาจแดง” อีก 5 รายที่อาจจะได้รับโอกาสจาก โซลชา ในเร็วๆ นี้ มีใครกันบ้าง – ดิลลอน โฮเกอแวร์ฟ (กองหน้า, 16 ปี) ถูก แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัวมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สดๆ ร้อนๆ ในช่วงซัมเมอร์ และมีชื่ออยู่ในทีมสำรองหรือทีมรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ของ “ปีศาจแดง” ทันที โดยฤดูกาลที่แล้ว หัวหอกจอมพลิ้วชาวดัตช์รายนี้ กดไป 10 ประตู กับ 6 แอสซิสต์ ในการเล่นให้ อาแจ็กซ์ ยู-17 – เทเดน เมนจี (เซนเตอร์แบ็ก, 17 ปี) ถึงแม้อายุแค่ 17 ปี แต่รูปร่างและความแข็งแกร่งของเด็กคนนี้ถือว่าเกินวัย เมนจี ถือเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ฉลาดและมีไหวพริบดี มีชื่ออยู่ในทีมยู-23 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อย แถมถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ ยู-18 แล้วด้วย – อาร์เนา ปูอิกมาล (กองกลาง, 17 ปี) เด็กจากเมืองบาร์เซโลน่าคนนี้ เคยร่วมฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ภายใต้การนำทัพของ โซลชา มาแล้ว เรื่องฝีเท้าของเจ้าหนู ปูอิกมาล ถือว่าไม่ธรรมา เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่มีความสามารถหลากหลาย เพราะสามารถโยกไปเล่นเป็นแบ็กขวาได้ด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติสเปน ยู-17 เรียบร้อย แต่ปัญหาคือเจ็บบ่อย – โชล่า ชอร์ไทร์ (ปีก, 15 ปี) เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เจ้าหนู ชอร์ไทร์ ทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยสุดตลอดกาลที่ลงเล่นในศึก ยูฟ่า ยูธ ลีก และที่น่าทึ่งเข้าไปอีกคือ เวลานี้ ชอร์ไทร์ กลายเป็นขุนพลคนสำคัญของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยู-18 ภายใต้การนำทัพของ นิคกี้ บัตต์ ไปแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ยังได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษ ยู-16 ด้วย – ชาร์ลี เวลเลนส์ (กองกลาง, 16 ปี) นี่คือเด็กที่ถูกจับตามองอย่างมาก เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่โดดเด่นเรื่องการทำประตู จนถูกยกให้เป็น “นิว พอล สโคลส์” เลยทีเดียว ตอนนี้ เวลเลนส์ เป็นกำลังหลักในทีมยู-18 ของ “ปีศาจแดง” ซึ่ง บัตต์ และอีกหลายๆ คนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กคนนี้น่าจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th