dtac คว้าคลื่น700 MHzต่อยอดสู่5G

ดีแทคพร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตสู่อนาคต เสริมคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz สู่ชุดคลื่นความถี่ (Spectrum portfolio)
เพื่อให้บริการลูกค้าครอบคลุมทั่วไทยด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น คลื่นใหม่ยังพร้อมต่อยอดสู่ 5G ทั้งนี้ ดีแทคได้เป็นผู้ให้บริการที่มีแบนด์วิดท์สำหรับดาวน์ลิงก์จำนวน 80 MHz ที่กว้างที่สุดในประเทศไทยจากคลื่นที่มีให้บริการทั้งหมด 130 MHz (รวมคลื่น 2300 MHz โรมมิ่งบนคลื่นทีโอที)
นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เราจะไม่หยุดพัฒนาเพื่อลูกค้าของเรา ทั้งนี้ จากการที่ดีแทคได้รับการจัดสรรคลื่นย่าน 700 MHz จำนวน 2×10 MHz ซึ่งเป็นคลื่นย่านความถี่ต่ำ (low band) จากสำนักงาน กสทช. ดีแทคจะได้ขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพื้นที่การครอบคลุมสัญญาณ และเพิ่มความจุของโครงข่าย
ขณะนี้โครงข่ายของดีแทคสามารถครอบคลุม 94% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ และคลื่นความถี่ต่ำย่าน 700 MHz จะมาเสริมความแกร่งให้ดีแทคให้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
คลื่น 700 MHz ดังกล่าวมีราคา 17,584 ล้านบาท
โดยมีใบอนุญาตในการดำเนินการ 15 ปี และจะเริ่มใช้คลื่นความถี่ได้ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563 หรือจนกว่า กสทช. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น ดีแทคมั่นใจในคลื่น 700MHz ซึ่งเป็นคลื่นย่านความถี่ต่ำจะมาเติมเต็มประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมการให้บริการเพื่อลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะนำไปต่อยอดการให้บริการ 5G ในอนาคตอีกด้วย

เครดิต : (INNnews) https://www.innnews.co.th

บริษัทญี่ปุ่นเปิดตัวหุ่นยนต์ชงกาแฟ “โรโบ-บาริสต้า”

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา ทำให้บริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นต้องพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาช่วยทำงานในด้านต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งหุ่นยนต์ตัวล่าสุดซึ่งรับหน้าที่ชงกาแฟหอมๆ ตอนเช้าๆ
อย่าแปลกใจ ถ้ากาแฟถ้วยที่คุณดื่มที่ญี่ปุ่นจะไม่ได้ต้ม ผสมและชงโดยมนุษย์ แต่เป็นฝีมือของหุ่นยนต์ตัวใหม่ที่ผลิตโดยบริษัท QBIT Robotics
คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ ประธานบริษัท QBIT Robotics กล่าวว่า ทางบริษัทผลิตหุ่นยนต์ชงกาแฟขึ้นมาเพราะต้องการสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าพร้อมกับกาแฟหอมๆ
บริษัท QBIT Robotics คือผู้ผลิตเครื่องจักรกลที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ในหลายสาขา เช่น ความบันเทิงและบริการด้านอาหาร ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดต่ำ อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น และเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขาอาชีพ
คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ อธิบายการทำงานของหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ว่า ลูกค้าต้องเริ่มด้วยการเดินไปสั่งกาแฟด้วยตัวเองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับเวลาสั่งกาแฟที่ร้านกาแฟทั่วไป จากนั้นก็ไปยืนรอดูเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ทำกาแฟตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมเสิร์ฟ ซึ่งรวมถึงล้างเครื่องกรองกาแฟให้ด้วย
หุ่นยนต์ robo-barista
ตัวนี้มีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงลักษณะกาแฟที่ลูกค้าแต่ละคนสั่ง รวมถึงการแสดงออกของลูกค้าเมื่อได้จิบกาแฟแก้วนั้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการทำงานต่อไป นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่กาแฟแก้วต่อไปจะรสชาติดีขึ้นกว่าเดิม
คุณแอนน์ รูฟฟินู ลูกค้าของเจ้า robo-barista บอกว่า ตนรู้สึกสนุกสนานที่ได้สั่งกาแฟกับหุ่นยนต์ตัวนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่น่าสนใจ
สำหรับรสชาติของกาแฟนั้น คุณกิลส์ รูฟฟินู ลูกค้าอีกผู้หนึ่งบอกว่า
“ใช้ได้เลยทีเดียว”
บริษัท QBIT Robotics ตั้งเป้าว่าจะขายหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ได้ 300 ตัว ภายในสองปี และนอกจากชงกาแฟแล้วยังจะพัฒนาให้ทำเครื่องดื่มอื่นๆ ได้ด้วย รวมทั้งอาจถึงขั้นทำอาหารได้ในอนาคต อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวราเมนหรือแกงต่างๆ

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

ต้องแก้ด่วน! ปัญหาปืนฝืดของ แมนฯ ยูไนเต็ด

ความสุขสันต์จากการชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดฤดูกาล 2019-20 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ 3 นัดต่อมาพวกเขาสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลย แบ่งเป็นการเสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-1, แพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน 1-2 และเจ๊ากับ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ผลงานดังกล่าวทำให้แค่เริ่มซีซั่นนี้มา 4 นัด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล คู่อริตัวฉกาจที่เป็นจ่าฝูงห่างถึง 7 แต้มเข้าไปแล้ว แน่นอน บรรดาแฟนบอล “ปีศาจแดง” ยอมรับดีอยู่แล้วว่าฤดูกาลนี้ยังเร็วเกินไปที่พวกเขาจะมีลุ้นแชมป์ลีก แต่เหล่า “เร้ด อาร์มี่” ก็ไม่คิดว่าทีมรักของพวกเขาควรจะมีผลงานย่ำแย่แบบนี้ตั้งแต่ตอนออกสตาร์ต ทั้งนี้ หลายคนมองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บไปได้ 5 คะแนน เป็นเพราะเกมรุกของพวกเขาจบสกอร์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะมีโอกาสทำประตูหลายครั้ง แต่มีบ่อยครั้งที่สุดท้ายแล้วบอลมันไม่เข้าไปนอนในก้นตาข่าย ซึ่งสถิติหลายอย่างมันบ่งชี้ว่าพวกเขามีปัญหาในการยิงจริงๆ ถ้าหากอ้างอิงจาก อ็อปต้า สื่อด้านบันทึกสถิติชื่อดังแล้วนั้น มันก็จะเห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่มี “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของ พรีเมียร์ลีก ในตอนนี้ ด้วยจำนวน 7.4 ประตู เป็นรองเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอยู่ที่ 11.17 ประตู กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่อยู่ในระดับ 7.67 ลูกเท่านั้น ก่อนอื่นต้องขออธิบายเจ้าสถิติ “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” กันก่อน โดยมันคือสถิติที่ได้รับความนิยมสูงระดับหนึ่งในเมืองนอก ซึ่งมันก็คือสถิติที่บ่งบอกว่าตามความเป็นจริงแล้วทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูให้ได้ในระดับนั้นเป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่นถ้าตัวเลขอยู่ที่ 12 มันก็หมายความว่าทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูได้ 12 ลูกเป็นอย่างต่ำ และถ้าน้อยกว่านั้นก็ถือว่าพวกเขาไม่มีความเฉียบขาดมากพอ ทั้งนี้ ปัจจัยที่เอามาคำนวณเป็น “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” ก็คือความง่ายของการยิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือถ้าเป็นลูกยิงเผาขน หรือได้ยิงในระยะกับมุมที่ดี ตัวเลขก็จะสูง เพราะมัน “ควรจะเป็นประตู” แต่ถ้าเป็นการยิงไกล หรือโดนคู่แข่งขวางเอาไว้เยอะ ตัวเลขก็จะต่ำลงไป เพราะมัน “ดูแล้วไม่น่าจะเป็นประตูได้” โดยมันยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เอามาพิจารณาด้วย อย่างเช่นเท้าที่ใช้ยิง เป็นต้น ตัวเลข 7.4 ในด้านนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีการตั้งเกมขึ้นมาได้ดี และมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ จนทำให้คนที่ยิงอยู่ในมุมที่ควรจะส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้หลายครั้ง แต่ถึงกระนั้น พวกเขากลับยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายหน และทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่เคยยิงเกิน 1 ลูกต่อ 1 เกมได้เลย นับตั้งแต่ที่เคยทำไป 4 ลูกในเกมกับ เชลซี แน่นอนว่าคนที่โดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะดาวเตะชาวอังกฤษได้รับบทบาทเป็นกองหน้าตัวเป้าของทีมอย่างเต็มตัว ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ตั้งใจที่จะปลุกปั้นให้ แรชฟอร์ด เป็นยอดกองหน้าตัวเป้าให้ได้ โดยว่ากันว่าเขาลงทุนซ้อมให้ แรชฟอร์ด เป็นพิเศษเลย อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าจนถึงตอนนี้ แรชฟอร์ด ยังไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของอดีตยอดดาวยิงชาวนอร์เวย์ได้ดีเท่าที่ควร จริงอยู่ว่าเขาทำได้ 2 ลูกในเกมกับ เชลซี แต่หลังจากนั้นกลับยิงเพิ่มไม่ได้เลย แถมยังยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 5 หน จาก 16 นัดเท่านั้น การจะแสดงให้เห็นว่า แรชฟอร์ด ยิงได้แย่มันไม่จำเป็นถึงขนาดต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับยอดแนวรุกของทีมอื่น อย่างเช่น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แข้งคนดังของ ลิเวอร์พูล, เซร์คิโอ อเกวโร่ หัวหอก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ศูนย์หน้าอาร์เซน่อล หรือ แฮร์รี่ เคน กองหน้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เลย แค่เปรียบเทียบกับ แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของ เชลซี ก็พอจะเห็นได้ชัดถึงเรื่องนั้นแล้ว เพราะ อับราฮัม ยิงตรงกรอบได้ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 หน และถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ดีกว่า แรชฟอร์ด ด้วย จริงอยู่ว่านี่ยังเป็นเพียงช่วงต้นฤดูกาลเท่านั้น และ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีเวลาปรับปรุงการจบสกอร์ของพวกเขาอยู่ แต่มันก็ต้องรีบแก้ไขได้แล้ว ถ้าหากว่าพวกเขาไม่อยากอดได้โควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

วิธีการใช้เงินสำหรับการเล่นเกมสล็อตแบบเฉลี่ยวฉลาด!!

การเล่นเกม สล็อต ออนไลน์นั้นการเล่นให้ได้เงินจึงควรอาศัยในเรื่องเกี่ยวกับการคำนวณการคิดพินิจพิจารณาเข้ามาช่วย แล้วก็รวมถึงในเรื่องเกี่ยวกับการคิดแผนอีกด้วยคุณควรคิดแผนในเรื่องเกี่ยวกับการลงเงินพนัน หากคุณจะทดลองพิจารณาตัวเกมที่เป็นแบบตู้คันบังคับและก็แบบออนไลน์นั้นจะมีความต่างกันอย่างยิ่ง ด้วยเหตุว่าในแบบเก่าๆนั้นการที่กำลังจะได้รับรางวัลต่างๆอาจะทำเป็นยากถ้าเกิดไม่กระทำทุจริต แต่ว่าต้นแบบออนไลน์นั้นเป็นแบบอย่างที่มีโบนัสต่างๆที่จำนวนมากเยอะแยะรวมทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ยังไม่สามารถทุจริตได้อีกด้วย
เกมพนันแบบออนไลน์นี้เป็นแบบอย่างเกมที่เล่นได้ง่ายรวมทั้งกำลังเป็นที่ชื่นชอบมากมายก่ายกองในขณะนี้ มีผู้เล่นมากมายที่ต้องการจะเล่นแล้วก็ได้รับความพอใจกันอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าเป็นเกมที่ใครกันแน่มาเล่นก็สามารถรู้เรื่องได้ง่ายเอามากๆแถมยังเป็นแบบอย่างเกมที่ได้โบนัสที่ง่ายและก็มีตัวช่วยสำหรับเพื่อการเล่นเพื่อเพิ่มช่องทางชนะที่มาก มันก็เลยเป็นเกมซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เล่นได้อย่างมากนั่นเอง อ่านมาถึงในเวลานี้คุณคงไม่สนเท่ห์ใจเลยใช่ไหมว่าเพราะเหตุไรเกมสล็อตก็เลยเป็นเกมยอดนิยมตลอดมา วันนี้พวกเราจะมาชี้แนะการใช้เงินให้กับผู้เล่นทุกคน ว่าควรใช้เงินสำหรับเพื่อการเล่นอย่างไรให้เฉลี่ยวฉลาด มาดูกันเลยว่าจะต้องทำอย่างไรกันบ้าง
การใช้เงินสำหรับในการเล่นเกมที่ฉลาดหลักแหลม
1. ตรวจการชำระเงิน
เลือกเว็บไซต์หรือเกมที่มีอัตราการชำระเงินสูงสุด โน่นก็เพื่อเพิ่มจังหวะสำหรับเพื่อการชนะของคุณจากการเล่นเกมให้ได้มากขึ้น
2. ทราบการจำกัดวงเงินของคุณ
กระทำตั้งค่า “ข้อจำกัดการสูญเสีย” และก็ “เพิ่มเงินเป็นสองเท่า” ก่อนที่จะคุณจะเข้าสู่การเล่นเสมอ ถ้าหากคุณชนะให้หยุดเมื่อคุณเพิ่มเงินเริ่มเป็นสองเท่า ถ้าคุณเล่นเสียก็ให้หยุดเล่นเพื่อได้ไม่เสียเงินเสียทองไปๆมาๆกกว่านี้
3. คาดเดาช่วงเวลาที่จะเล่น
หากว่าคุณกำลังใช้เวลาเล่นยาวนานหลายวันไปกับการเล่นเกมพนันก็ตาม คุณน่าจะระบุงบประมาณเงินของคุณ เพื่อที่คุณจะได้หมายกำหนดการเล่นพนันของคุณได้
4. จำกัดวงเงินของคุณ
ถ้าหากคุณชนะสำหรับในการเล่นก็ให้หยุดซะก่อน เมื่อคุณเพิ่มเงินเริ่มเป็นสองเท่าถ้าเกิดคุณเล่นกระทั่งเสียมากจนกระทั่งเหลือเกิน ก็ให้หยุดเล่นเพื่อหยุดการสูญเสียเงินไปๆมาๆกกว่านี้
5. รักษาเงินรางวัลที่ได้รับไว้
ให้ท่านเล่นพนันด้วยเงินในแบ๊งค์เริ่มของคุณเพียงแค่นั้น เพื่อที่คุณจะได้ไม่เสียตังค์ไปแบบมือเปล่า รวมทั้งคุณควรที่จะเก็บเงินรางวัลมที่คุณได้มาเล่นพนันต่อหรือบางครั้งอาจจะถอนมาใช้ก็ได้ แม้กระนั้นถ้านำเงินนั้นมาใช้พนันต่อคุณก็จะได้ไม่ต้องเสียเงินเสียทองตนเองลงไปนั้นเอง

Disney Classic Games: Aladdin and The Lion King

ใครเคยเล่นต้องอายุ 20 กว่าแน่นอน Disney Games ประกาศนำเกมเก่ากลับมาวางจำหน่ายใหม่ Disney Classic Games : Aladdin and The Lion King จะวางจำหน่ายวันที่ 29 ตุลาคม 2019 ให้กับ Playstation 4 , Xbox One , Nintendo Switch และ PC Aladdin และ The Lion King พึ่งฉายในโรงภาพยนตร์ไปได้ไม่นาน กระแสตอบรับดีมาก กลายเป็นหนังพันล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ Disney ไม่รอช้า หยิบเกมกลับมาปัดฝุ่นวางจำหน่ายอีกครั้ง ตัวเกมจะมีการปรับภาพให้คมชัดมากขึ้น แสดงภาพถึง 1080p มีเกมหลายเวอร์ชัน Sega Genesis, Game Boy และ Super Game Boy รวมถึง The Lion King ของ Super Nintendo นอกจากนี้ยังมีโหมด Watch ที่สามารถปรับเร่งความเร็วของเกมไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็ได้ ในส่วนของนักสะสม จะมี Museum รอบรวมภาพการออกแบบไว้ทั้งหมด ของ Aladdin และ The Lion King รวมไปถึงเพลงประกอบ และสิ่งที่พิเศษสุด “Trade Show Demo” Aladdin ที่ไม่เคยวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1993 ก็มีให้เล่นด้วย Disney Classic Games: Aladdin and The Lion King คอนักสะสมไม่ควรพลาด วางจำหน่ายวันที่ 29 ตุลาคม 2019 ให้กับ Playstation 4, Xbox One, Nintendo Switch และ PC เครดิต : (beartai) https://www.beartai.com

นวัตกรรมอัจฉริยะ คอนแทคเลนส์อันแรกของโลกที่ถ่ายภาพ+วิดีโอได้

โดย ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ : ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีไฮเทคที่เรามักจะเห็นในหนังสายลับต่างๆ จะไม่ได้มีให้เห็นแค่ในจออีกต่อไป แต่เรากำลังจะได้ใช้จริงแล้ว เพราะล่าสุดบริษัท SONY ได้พัฒนาคอนแทคเลนส์ให้เป็นสิ่งของที่มีนวัตกรรมอัจฉริยะมากขึ้น โดยทำให้สิ่งนี้สามารถถ่ายภาพนิ่งและบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ด้วยการกะพริบตาเท่านั้น
โดยบริษัท SONY ได้นำเทคโนโลยี Nikola Tesla มาพัฒนากับตัวคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ ซึ่งในคอนแทคเลนส์จะประกอบไปด้วยการถ่ายภาพ ชุดคุมส่วนกลาง เสาอากาศ พื้นที่เก็บคลังข้อมูล และเซ็นเซอร์ ซึ่งมีการทดลองจนประสบความสำเร็จ และได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ขึ้น
ในส่วนของการทำงานของคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ จะทำการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเวลาที่กะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยจะมีเซ็นเซอร์เพื่อแยกว่าตอนไหนคือการกะพริบตาปกติแบบไม่รู้ตัว และเวลาไหนคือการกะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยทาง SONY ได้อธิบายไว้ว่า ปกติแล้วคนเราจะกะพริบตา 0.2 – 0.4 วินาที ต่อครั้ง แต่หากเรากะพริบตาเกินกว่า 0.5 วินาที ต่อครั้ง ซึ่งถือว่าผิดปกติจากการกะพริบตาของมนุษย์ จะทำให้คอนแทคเลนส์ทำการบันทึกภาพและภาพเคลื่อนไหวในตอนนั้น
นอกจากนี้คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ยังทำงานแบบไร้สาย โดยใช้คลื่นวิทยุกับการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของเทคโนโลยี Nikola Tesla มาทำให้เป็นการทำงานแบบไร้สาย ซึ่งแหล่งพลังงานจะมาจากสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อ ซึ่งจะสามารถทำการซูมและโฟกัสอัตโนมัติได้ด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้น่าจะยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจและแน่ใจว่าปลอดภัย มีความเหมาะสม และเป็นนวัตกรรมชั้นดีที่พร้อมจะออกสู่ตลาดให้เราได้ใช้มันจริงๆ

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

ทำความรู้จัก X-Data กุญแจสู่ความสำเร็จในยุค Experience Economy

สมมุติว่าวันหนึ่งคุณไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่คุ้นเคยแถวออฟฟิส คุณนั่งลงและสั่งเมนูจานโปรด ไม่นานเกินรอ พนักงานร้านก็เดินมาเสิร์ฟ มื้อนี้ช่างง่าย ทันใจ อร่อย แถมยังถูกดีอีกด้วย แต่แล้วคุณก็ต้องสะดุ้ง เพราะเสียงสบถของพนักงานคนหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางลูกค้าที่กำลังทานก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย บางสิ่งบางอย่างทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยดีกับร้านนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนคิดในใจว่าคงไม่กล้บมากินร้านนี้อีกต่อไป เพราะอะไรกันนะ ทั้งๆ ที่น้ำซุปเขาก็อร่อยและที่นั่งก็สบายดี
…มันคือประสบการณ์ของคุณอย่างไรล่ะ ที่ได้คะแนนติดลบไปเสียเรียบร้อยแล้ว
เรากำลังอยู่ในยุคสมัยของ Experience Economy ที่ซึ่งสินค้าที่หรูเลิศ ที่ตั้งแสนสะดวก และราคาที่ดี ไม่ใช่ปัจจัยชี้ชะตาธุรกิจที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป โดย Pine & Gilmore ได้ระบุไว้ในปี 1998 ว่า “ประสบการณ์ เกิดขึ้นเมื่อบริษัทตั้งใจใช้บริการเป็นเวทีและสินค้าเป็นพร็อพ เพื่อเข้าถึงลูกค้าแต่ละคนในรูปแบบหนทางที่พึงสร้างเหตุการณ์ให้เป็นที่น่าจดจำและน่าประทับใจ”
เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” นับตั้งแต่การพบหน้าลูกค้าครั้งแรก แผนการตลาด รูปแบบการขาย ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงงานบริการหลังการขาย ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนมีส่วนเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้า ในวันนี้ ประสบการณ์ ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกพบว่าเมื่อพวกเขามอบประสบการณ์ที่ดีเลิศแก่ลูกค้า พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนทางธุรกิจที่ดีเกินคาด และในทางกลับกัน ประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ดีย่อมนำมาซึ่งบทลงโทษที่ธุรกิจต้องเผชิญ
คำถามคือเราจะสร้างประสบการณ์ที่ดีได้อย่างไร?
ประการแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ คือ ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) หรือ CX นั้นแตกต่างจาก CRM
เราทุกคนรู้จัก CRM หรือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer relationship management) ซึ่งทำหน้าที่บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยระบบ CRM จะให้ข้อมูลเชิงปฎิบัติการ หรือ O-Data (Operational data) ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่าลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างไร (what) และเมื่อใด (when) บ้าง
อย่างไรก็ตาม CRM นั้นมีข้อจำกัด แม้ว่ามันจะสามารถตีแผ่ข้อมูลของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วได้อย่างละเอียดละออ มันไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นด้วย “เหตุผล” ประการใด (why)
สิ่งที่เจ้าของธุรกิจในยุคนี้ต้องเข้าใจ
ประการที่สอง คือ การบริหารจัดการประสบการณ์ การบริหารประสบการณ์ (Experience Management) หรือ XM จึงกลายเป็นกลยุทธ์พิชิตเป้าหมายของธุรกิจชั้นนำของโลกในวันนี้ ซึ่งเป็นการผสานข้อมูล O-Data หรือข้อมูลเชิงปฏิบัติการของธุรกิจ (ข้อมูลที่ได้จากระบบ CRM) และข้อมูล X-Data หรือข้อมูลเชิงประสบการณ์ (ข้อมูลจากระบบ CX จากทั้งกลุ่มลูกค้าและพนักงานขององค์กร) เข้าด้วยกัน เกิดเป็นบทวิเคราะห์ความเชื่อ ความรู้สึก และอารมณ์ของกลุ่มยูสเซอร์ หรือกลุ่มผู้มีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและข้อมูลที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเอื้อให้ผู้บริหารองค์กรสามารถทำการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างละเอียด รอบคอบ และมีประสิทธิผล
XM คือกระบวนการมอนิเตอร์ทุกปฏิสัมพันธ์เชิงประสบการณ์ที่คนมีกับแบรนด์ ซึ่งมีเป้าหมายคือการหาช่องโอกาสที่จะปรับปรุงประสบการณ์ต่างๆ เหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้นไปอีก กระบวนการดังกล่าวนี้ คือ อาวุธสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมถึงคาดการณ์หรือควบคุมปัญหาเหล่านั้นก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

ปัจจุบัน องค์กรชั้นนำทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยได้หันมาขับเคลื่อนธุรกิจด้วย XM ดังเช่น Bualaung Securities: ใช้ XM ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าต่อระบบธุรกรรมของบริษัทหลักทรัพย์
ทั้งนี้ Qualtrics มีจุดแข็ง ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด 3 ประการ คือ ประการแรก Qualtrics ใช้ดีพ เลิร์นนิ่ง ปัญญาประดิษฐ์ และแมชชีน เลิร์นนิ่ง เข้ามาช่วย เพื่อการระบุอินไซท์ที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ ประการสอง XM™ Platform ของ Qualtrics ขับเคลื่อนโดยระบบอนาลิติกส์ ซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถใช้เพื่อตอบโจทย์งานวิจัยที่มีความซับซ้อนสูง ประการสุดท้าย XM™ Platform ของ Qualtrics สามารถหาฟีดแบคแบบเรียลไทม์ พร้อมวิเคราะห์และหาอินไซท์
เพื่อให้องค์กรสามารถกำหนดกลยุทธ์และปฏิบัติการทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

มันชินี่ชี้อิตาลีไม่ง่ายแม้บุกสอยอาร์เมเนีย

โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือทีมชาติอิตาลี ชี้เป็นงานที่หินทีเดียว แม้ทีมบุกไปพลิกสอย อาร์เมเนีย ได้สำเร็จ 3-1 ระบุการที่คู่แข่งเหลือ 10 คน ยิ่งทำให้เล่นยากขึ้น โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี เผยว่า ไม่ใช่งานง่ายเลยแม้แต่น้อยสำหรับทีมตน แม้สามารถบุกไปพลิกเอาชนะ อาร์เมเนีย 3-1 ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2020” รอบคัดเลือก กลุ่ม เจ นัดที่ 5 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา อาร์เมเนีย เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจากการยิงสุดเฉียบของ อเล็กซานเดร คาราเปเตียน ตั้งแต่นาทีที่ 11 ทว่านาทีที่ 28 อันเดรีย เบล็อตติ ก็ยิงให้ อิตาลี ตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จ จากนั้นนาทีที่ 45 สถานการณ์ของเจ้าถิ่นดูย่ำแย่ลงไปอีก เพราะต้องเหลือผู้เล่น 10 คน จากการที่ คาราเปเตียน ถูกไล่ออก หลังได้รับใบเหลืองที่สอง ครึ่งหลังเกมมาถึงนาทีที่ 77 อิตาลี พลิกเป็นฝ่ายขึ้นนำ 2-1 จากการโหม่งของ ลอเรนโซ่ เปลเลกรีนี่ ก่อนที่จะมาได้ประตูย้ำชัย 3-1 จาก เบล็อตติ เจ้าเก่าในนาทีที่ 80 ซึ่งชัยชนะนัดนี้ทำให้ทีมแชมป์โลก 4 สมัย รั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป ด้วยสถิติชนะ 100% จากการลงเตะ 5 นัด มี 15 คะแนน “ผมไม่รู้ว่า มันเป็นเกมที่ย่ำแย่ที่สุดของเราหรือเปล่า แต่ผมคงต้องบอกว่า มันเป็นเกมที่ยากลำบากมาก เพราะเกมง่ายๆ มันไม่มีจริงในวงการฟุตบอลทุกวันนี้ เราออกสตาร์ตได้ไม่ดี แถมยังเสียประตูก่อน แต่เราก็น่าจะกลับมาได้ก่อนจบครึ่งแรก” “ในทางกลับกัน ใบแดงของพวกเขากลับกลายเป็นสิ่งที่เล่นงานพวกเราด้วย เพราะทำให้ อาร์เมเนีย ต้องโฟกัสไปที่การเล่นเกมรับทั้ง 10 คน ซึ่งทำให้แทบไม่มีพื้นที่เล่นเลย เพราะถ้าเป็น 11 คนเท่ากับ พวกเขาก็คงจะเล่นเกมรุกมากกว่านี้” มันชินี่ เปิดใจหลังเกม เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ทางการ!ทีมลีกอาร์เจนตินาตั้งมาราโดน่าคุมทัพ

กิมนาเซีย ประกาศตั้ง ดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นกุนซือคนใหม่ของทีมเรียบร้อย โดยสัญญามีผลจนถึงจบซีซั่นนี้เท่านั้น กิมนาเซีย สโมสรในลีกสูงสุดของประเทศอาร์เจนตินา ประกาศว่าพวกเขาได้แต่งตั้งให้ ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ เข้ามาเป็นเทรนเนอร์ของทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา มาราโดน่า มีปัญหาด้านหัวเข่าจนทำให้เขาต้องลาออกจากการคุม โดราโดส สโมสรในลีกระดับ 2 ของประเทศเม็กซิโกไปเมื่อช่วเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวก็รับการรักษาจนมีอาการดีขึ้นแล้ว โดยก่อนหน้านี้เขาก็สามารถเดินไปไหนมาไหนในโรงพยาบาลได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีกระแสข่าวลืออย่างหนักว่า มาราโดน่า กำลังจะไปกุมบังเหียน กิมนาเซีย โดยถึงแม้เจ้าตัวจะออกมาชี้แจงว่าไม่ได้รับข้อเสนอจากทีมดังกล่าว แต่ มาติยาส มอร์ล่า ทนายความส่วนตัวของเขาออกมาบอกเองว่า “เสือเตี้ย” จ่อจะได้ไปทำงานกับที่นั่นจริงๆ และล่าสุดมันก็มีการแต่งตั้งเขาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยที่สัญญามีผลจนกระทั่งจบฤดูกาลนี้ “ดีเอโก้ อาร์มันโด้ มาราโดน่า สตาร์ดังของโลกฟุตบอล ได้เซ็นสัญญากับเรา และเป็นโค้ชคนใหม่ของ กิมนาเซีย แล้ว โดยสัญญาจะมีผลจนกระทั่งจบฤดูกาลนี้” แถลงการณ์ของ กิมนาเซีย ระบุ ปัจจุบัน กิมนาเซีย อยู่ในอันดับสุดท้ายของลีก ด้วยผลงาน 1 คะแนน จากการลงเล่น 5 นัด ส่วนครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ที่ มาราโดน่า ทำงานในบ้านเกิดนั้น ได้แก่การเป็นผู้ช่วยของ เดปอร์ติโบ ริเอสตร้า ระหว่างปี 2013-17 แต่ถ้านับเฉพาะในฐานะกุนซือคือการคุมทีมชาติอาร์เจนตินาในปี 2008-10 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เกลียดกันจนตาย!คีนลั่นไม่มีวันยกโทษให้เฟอร์กูสัน

รอย คีน ระบุ ตนจะไม่มีวันให้อภัย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนอื่น พร้อมบอกว่า เฟอร์กูสัน ไม่ได้มีคุณสมบัติในบางด้านดีเหมือนที่หลายคนยกย่องกัน รอย คีน อดีตยอดกองกลางชาวไอริช กล่าวว่าชั่วชีวิตนี้ตนจะไม่มีวันยกโทษให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างแน่นอน คีน ย้ายจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1993 และเป็นกำลังสำคัญของทีมที่ช่วยให้ “ปีศาจแดง” ประสบความสำเร็จอย่างมาก แถมเขายังมีความเป็นผู้นำสูงจนได้รับตำแหน่งกัปตันทีมด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 2005 แมนฯ ยูไนเต็ด กับ คีน ก็เห็นตรงกันที่จะยกเลิกสัญญากัน โดยสาเหตุเป็นเพราะ เฟอร์กูสัน ไม่พอใจกับพฤติกรรมหลายอย่างของ คีน อย่างเช่นตำหนิเพื่อนร่วมทีมในการให้สัมภาษณ์กับ เอ็มยูทีวี สถานีโทรทัศน์อย่างเป็นทางการของทีม เป็นต้น โดย เฟอร์กูสัน ยังตำหนิ คีน ผ่านหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองในปี 2013 ด้วย คีน เผยว่า “ผมจะไม่มีวันยกโทษให้ เฟอร์กูสัน เขาจุดกระแสข่าวชวนเชื่อแบบปลอมๆ ในเรื่องที่ว่าผมทำให้ทุกคนหงุดหงิด มันเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี ผมไม่สนหรอกว่าคนที่ใส่ร้ายผมจะเป็น อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือว่าโป๊ป คุณต้องแก้ต่างให้ตัวเองเป็นธรรมดา” “ผู้คนยกย่องการจัดการคนของ เฟอร์กูสัน ว่ายอดเยี่ยมซะเหลือเกิน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริง หลายคนบอกว่าเขาทำทุกอย่างโดยที่คิดถึงผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอันดับแรกอยู่เสมอ แต่ขนาดคนอย่าง ดาร์เรน เฟอร์กูสัน (ลูกชายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน) ยังได้เหรียญแชมป์เลยเนี่ยนะ หมอนั่นโชคดีจะตายไป (ที่ได้อยู่ในทีมเพราะเป็นลูกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเป็นการทำให้นักเตะบางคนอดติดทีมไปด้วย)” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th